*O-yN@s* View my profile

สวัสดีคะ วันนี้มาอัพเดทการบ้าน วิชา 

"Professional Practice "

^ ^/ ซึ่งเป็นการบ้านที่ยินดีที่จะได้ทำมากๆคะ  เพราะเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าการได้รู้จักคนหนึ่งคนทำให้โลกของเรากว้างขึ้น
 
ซึ่งการทำการบ้านคร่าวนี้ ก็ไปตกรุ่นพี่ เอ้ย พี่สัมภาษณ์เขา ซึ่งการได้พบเจอพี่ท่านี้ในตอนแรกเริ่ม  เจอจากความบังเอิญ ที่พี่รหัส!! ใช่คะพี่รหัสของปุ๋มเองกลับมาเรียนต่อป.โท ซึ่งพี่เขาก็ไม่ใกล้ไม่ไกลเท่าไร แค่ 8ปี!! (พี่ปุ้ม : แกอยากตายเรอะ!!! /ตบๆๆๆๆ ตีๆๆๆ)ได้พบตอนไปทริปแล้วก็ยังคุยกัน ไปเลี้ยงรหัสกันมาตลอด ไม่ขาดการติดต่อของการเป็นน้องที่ดีคะ 55 (พี่ปุ้ม : แกหลอกชั้นไปเลี้ยงรหัสเสียตงค์ !!!!)
 
"http://puppiya.exteen.com/  ของพี่ปุ้มเลยคะ"
 
หลอกพี่ปุ้มมาเสียงตังค์เลี้ยงรหัสครั้งแรกคะ 555
 
 
รูปนี้คือรูปคู่รูปแรก ไปเจอกันที่ทริป เราตามหากันจนเจอนะคะพี่
 
 
 
หน้าหล่อๆ อิอิ
(พี่ปุ้ม : ถ่ายทำไมตอนตรูกำลังโทรมเนี้ย!!)
 
 
 
เพราะด้วยความสนิทกับแบบงงๆ เลยถือโอกาสทำความรู้จักกับพี่แบบลึกซึ้ง (Oh!! No....)
 
คำสั่งการบ้านเลยนะคะ  "  งานชิ้นนี้ มี mission ให้ท่านไปตามหา "สถาปนิก Idol รุ่นพี่ลาดกระบัง" โดยไปทำความรู้จัก เพื่อสร้าง Connection ที่ดีในทางแนวดิ่ง ที่มากกว่า 10 รุ่น(ของหนู 8 รุ่น แต่พี่เค้าปี 27 คงไม่เป็นไรนะคะ >w เพื่อให้รู้สึกภูมิใจ ในวิชาชีพ และภูมิใจในความเป็นพี่น้อง สวนรวงผึ้ง ของพวกเรา"
 
งานเท่ๆจากพี่ชายสุดหล่อคะ (อิอิอิ) 
 
มีงานตั้งแต่สมัยเรียนด้วยนะคะ ว้าวๆๆๆ
 
 
งานไฮโซ อลังการณ์มากคะพี่
 
 
 
ลังจากนัดวันกันเพื่อพูดคุยตามประสาพี่น้อง ไม่รอช้า 
 
ปุ๋ม : ขอซักประวัติกันหน่อยคะพี่ชาย >w<
 
พี่ปุ้ม : โอ้ย คุณน้อง พี่เกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลาง ที่บ้านไม่มั้งมีอะไร เป็นคนปกติธรรมดาทั่วๆไป (อิอิ เล่าหมดเลยนะพี่) พี่เข้าเรียนที่คณะเราตอนปี 42 เรียนจบตอนปี 47 พี่เรียนจบ 5 ปี ตามเกรณ์นะน้อง
 
"รหัสเรารั่วนะน้อง 555"
 
 
"มาโชว์ความเกรียนกันหน่อย"
 
 
 
ปุ๋ม : โอ้โหพี่  จบมานี้เกรดเท่าไรเนี้ย (พี่รหัสเราท่าจะไม่ธรรมดา)
 
พี่ปุ้ม : 2.97 ไอ้น้อง โฮะๆๆๆ (โอ้ววววว)  โอ้ว อะไรของแก พี่มีไปพลาดกับ ทีสิตนิดนึง (หลังไมค์น้อง ......)
 
ปุ๋ม : แล้วพี่จบไปทำงานที่ไหนก่อนละคะพี่
 
พี่ปุ้ม : พี่ทำงานที่บริษัท Geodesic Design ครับคุณน้อง (ฟังชื่อสะ ไฮโซซซซ) อยู่ตรงแถวลาดพร้าวซอย 1 พี่เข้าไปในตำแหน่งสถาปนิกจ๊ะน้องเอ้ย ส่วนมากพี่ได้ทำงานพวกรายละเอียดจ๊ะ พี่ทำงานที่นี้อยู่ได้ 1 ปี ก็เริ่มมีอาการเบื่อ =_=''a หลังจากนั้นพี่ก้ไปทำงานที่บริษัทผู้รับเหมา ชื่อ AI Decoration อยู่ตรงแถวสะพานใหม่คะคุณน้อง  บริษัทนี้ทำงานเกี่ยวกับรับเหมาตกแต่งภายในนะ (ฟังดูไฮโซอีกแล้วคุณพี่) ทำงานเกี่ยวกับพวกโรงแรมนะ อย่างเช่น โรงแรมBanyan Tree ตรงสาทรนะคะ ก็คือทุกร้านอาหารในนั้นพี่รู้หมด
 
 
 

 
 

 
ปุ๋ม : กินหมดยังพี่...
 
พี่ปุ้ม : ขืนกินพี่ก็แกลบหมดสิ T_T (จน) ทำงานกับบริษัทเกี่ยวกับรับเหมาก็ดีนะคะน้อง เราจะได้รู้หมดทุกเรื่องตั้งแต่การติดฝ้าเพดาน ติดไฟ สารพัดละคะ อยู่ตั้งแต่เป็นห้องโล่งๆเกลี้ยงๆไม่มีอะไรเลย จนเรียบร้อยเสร็จสมบูรณ์ สวยงาม .. มันได้ประสบการณ์ดีนะ แต่เหนื่อยมากกกกก!!!!!!!!!!!!!!! (ย้ำแล้วย้ำอีก เหนื่อยมากเลยน้อง)
พี่อยากแนะนำให้ไป ถ้าร่างกายไหว 55 เพราะทำงานหน้าไซท์มันเหนื่อย งานหนัก มีเรื่องกดดันมากมาย แต่คุ้มนะ ประสบการณ์ที่หาไม่ได้เลยละ พี่อยู่เกือบๆ 2ปีแล้วก็ย้ายออกมา   ไปได้งานตรงแถวเอกมัยซอย 10 ตรงแถว Office a day แต่พี่อยู่ Home officeนะน้อง  กำลังน่ารัก พนักงาน 4 คนเอง 555 Home Home~~
พี่ทำทุกย่างเลยน้อง ออกแบบ ดูแลงาน ไปเก็บเช็ค (O_o!!) ซื้อหมูปิ้งให้เจ้าของ ( เอะๆๆ ยังไง) ตับย่างพี่ยังซื้อมาแล้วเลยน้อง 55555  สนุกนะ ไปเอาฟิวบริษัท เนื่องจากบริษัทมันเล็กพี่ก็ทำทุกอย่างเลย  เหนื่อยอีก  อยู่ไม่ถึงปี ประมาณ 9เดือน พี่ก็คลอดออกมาก เอ้ย พี่ก็ออกมาหาที่อื่นต่อ  
 
 
 
"พี่เรานี้ เจ๋งไปเลย~~"
 
 
 
พี่ปุ้ม : ต่อมาพี่ก็เข้าไปทำงานที่บริษัท Tandem ที่นี้เป็นบริษัท ขนาดกลางๆนะ ไม่ใหญ่ ที่นี้มีระเบียบระบบมากขึ้น แต่พอดีพี่อยุ่ในช่วงเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนะน้อง 55 งานที่พี่ทำที่นี้มันเป็นคอนโดมีเนียม Intro Condominium ตรงแถวๆพระราม 6 นะ  หลังจากงานนี้พี่ก็ออกนะ ^ ^ ทำอยู่ประมาณ 2 ปี นะน้อง แล้วพี่ก็เริ่มเบื่องาน office  ตั้งแต่ดราฟห้องน้ำ(...) ไปอยู่หน้างาน อยู่บริษัทเล็กๆ แล้วก็ใหญ่ๆ พี่ก็เริ่มอิ่มตัว พี่จึงมองหาบรรยากาศใหม่ๆ ให้ตัวเอง ด้วยการเรียนต่อ ป.โทที่นี้นะ
 
 
 
 
 
 
 
ปุ๋ม : ฟังแล้วพี่ทำงานมาเยอะจัง  งั้นพี่คิดว่าตัวอย่างที่ดีในการประกอบวิชาชีพคืออะไรคะ ^ ^?
 
พี่ปุ้ม : จริงๆนะ พี่ว่าเรื่องความซื่อสัตย์ เป้นเรื่องที่สำคัญที่สุดนะคะ  ไอ้เรื่องขยัน ถึก ทนเนี้ย ลาดกระบังเค้าสอนเราแบบอัดแน่นเต็มที่แล้ว แต่เรื่องสำคัญในความคิดเห็นของพี่คือเรื่องความซื่อสัตย์เลยนะ อย่าลืมนำความซื้อสัตย์ไปใส่ในงาน มันเป้นสิ่งที่ทำให้เราไปได้ไกลนะ
 
ปุ๋ม : อืม จริงๆ ถึกเนี้ยลาดกระบังของแท้นะหนูว่า อิอิ แล้วพี่ว่าอุปสรรคในการปฏิบัติวิชาชีพคืออะไรคะพี่?
 
พี่ปุ้ม : ความไม่รู้ไงน้อง บางงานที่เราทำๆส่งไปก็เท่านั้น เราหาข้อมูล เรามีข้อกำจัดด้านเวลา เราก้ทำส่งๆไป แต่พอเราทำจบออกมาเราจะทำงานแบบนั้นไม่ได้ เราต้องมีความรอบรู้ มีข้อมูลในความเป็นจริง กระทั่งว่าไอ้การติดตั้งเครื่องต่างๆนะ เรายังต้องถามหาข้อมูลเลย ไม่งั้นเราจะไปตอบเขาได้อย่างไร
 
"ถึกๆ ดำๆ คือลาดกระบังของเรา"
 


ปุ๋ม : ฟังแล้วนี้หนูว่าหนูยังต้องเรียนรู้อีกเยอะเลยนะคะเนี้ย  พี่ปุ้มว่าข้อคิดที่สำคัญในการ ทำงานของพี่คืออะไรคะ  แล้วการปฏิบัติตนต่อการทำงาน ให้เราทำอย่างไรถึงจะดีและพร้อม
 
พี่ปุ้ม : พี่ว่า ใส่ใจ ใฝ่รู้เพราะวิชาชีพเรามันไม่ใช่วิชาที่หยุดนิ่งเราต้องตามโลกให้ทัน อัพเดทข้อมูลต่างๆอยู่เสมอ เราต้องตามโลกให้ทัน มันมีวัสดุมากมายเกิดขึ้น อีกข้อ พี่ขอเน้น ความซื่อสัตย์นะน้อง^O^/
 
ปุ๋ม : ครับป๋ม รับฟังและจะนำไปปฏิบัติตามเลยฮะ พี่ปุ้ม ปุ๋มเรียนวิชา Professional  Practice มาเนี้ย ปุ๋มอยากรู้ว่าพี่คิดเห็นอย่างไรกับ จรรยาบรรณวิชาชีพคะ หลังจากที่เราเรียนวิชานี้ไปแล้วพร้อมกับที่พี่ออกไปทำงานมาแล้วนะคะ
 
พี่ปุ้ม  :  เราต้องมีจรรยาบรรณในการทำงาน ด้วยความที่ว่าวิชาชีพเรามีการควบคุมนะ จริงๆไม่ใช่แต่วิชาชีพเราหรอกน้อง  ทุกวิชาชีพเค้าก็มีกันทั้งนั้นละที่เราเรียนมาเราก็ต้องนำมาใช้ด้วยนะ
อ้อ มีข้อหนึ่งที่พี่ว่าเราควรจะจำไว้นะ ที่ข้อหนึ่งมันว่าด้วยเรื่องของการวิจารณ์งานผู้อื่นนะ ประมาณนี้นะน้อง เราไม่ควรไปว่างานของผู้อื่นเขา  กว่าแต่ละที่จะเสร็จขึ้นมา เราอาจจะคิดว่าเราทำได้ดีกว่า (อืม ก็จริงนะพี่)
ต่ในความเป็นจริงแล้วการทำงานแต่ละครั้งมันมีเรื่องข้อกำหนดต่างๆ ความพึ่งพอใจของเจ้าของเวลาในการทำงานอีก พี่อยากสอนว่าอย่าพึ่งไปว่างานคนอื่นเขา ไม่แน่ถ้าเราไปอยู่ในจุดตรงนั้นของเขาเราอาจจะทำไม่ได้เท่าเขานะ  อย่าไปว่างานของคนอื่น ไปกล่าวให้งานเขาเสียหาย แต่ยังเห็นอยู่บ้างว่าก็ยังมีบางคนด่างานชาวบ้านน้อ  พี่ว่ามันเป็นมารยาททางวิชาชีพนะ
ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมนี้พี่ว่าสมควร สมควรเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องช่วยกันดูแลและคิดถึงทรัพยากรต่างๆด้วยสภาพที่เราเห็นในตอนนี้ เรารู้สึกได้เนอะว่าโลกจะร้อนขึ้น  แต่ก่อนพี่ก้หัวเราะขำๆนะว่าเมื่อ 10 ปีก่อนมันจะร้อนไปกว่านี้อีกเหรอ เมืองไทยก็ร้อนอยู่แล้ว (จริงๆ เมืองไทยก็ร้อนอยู่แล้วนะพี่ นี้ร้อนกว่าเดิมอีก)  ก็ด้วยความที่คนเราทำกับโลกไว้เยอะนะน้อง  ตอนนี้พี่ว่าโลกก็คงกำลังปรับตัวอยู่นะ  โลกกมันป่วยอยู่  
ไม่ต้องอะไรมากนะน้อง แค่เราลองคิดถึงตัวเองก่อน  ถ้าเราออกแบบมาให้มันประหยัดได้ ไม่ต้องเปิดแอร์ทั้งวัน แค่นี้ก็ดีแล้ว การประหยัดพลังงานมันสมควรที่เราต้องคิดถึงนะ มันเป็นเรื่องสำคัญนะ จำไว้ให้ดี
 
ปุ๋ม : T_T รับทราบคะพี่ชาย  ขอบคุณนะคะที่ยอมให้น้องสัมภาษณ์ อิอิ
 
พี่ปุ้ม : ใครบอกว่าชั้นยอมแก แกลากชั้นมาต่างหาก หน่อยๆ ฟ้องอาจารย์ไก่เลยดีไหม น้องบังคับผมมา TvT/
 
ขอบคุณนะคะพี่ชายที่ให้ความรู้น้องมากมาย ^ ^
 
 
แถมด้วยรูปจากเขาใหญ่คะ แวะหนีไปเที่ยวมา ไว้จะอัพวันหลัง  แล้วพบกันใหม่นะคะ
 


 

 

 
 


  จากการบ้านที่ได้รับจากท่านอาจารย์ใน Face Book : 

Assignment #3 Professional Practice 53

จึงได้เลือกหัวข้อท่าเตียนเพื่อทำการบ้านส่งละคะ >o

ท่าเตียน ตั้งอยู่บนถนนมหาราช ตรงข้ามกับวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีท่าเรือข้ามฟากท่าเตียน-วัดอรุณ และท่าเรือด่วนเจ้าพระยา

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาจึงได้นัดกับเพื่อนชวนกันไปถ่ายรูปที่ท่าเตียน ซึ่งแต่เดิม เชื่อไหมคะ ท่าเตียนสร้างขึ้นในสมัยของรัชกาลที่ 1 O[]O!!! เราได้เดินทางไปในช่วงบ่าย อากาศไม่ร้อนไม่หนาวกำลังดี  รูปที่จะลงนี้มีทั้งของเพื่อนที่ไปด้วยกันมาและของตัวปุ๋มเองด้วยนะคะ ของปุ๋มจะมีชื่อแปไว้บอกละคะ ตามมาได้เลยคะ

"รูปภาพท่าเตียนในสมัยอดีตคะ"

แต่ก่อนท่าน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยุ่ใกล้เขตพระบรมหาราชวังนี้มีอยู่หลายท่า สามารถเดินข้ามถนนไปได้เลย ท่าที่เปิดให้บริการแกบุคคลทั่วไปที่ต้องการจะข้ามฟากไปยังฝั่งธนบุรี มีอยู่ท่านี้หนึ่งที่ดูเก่า โบราณคร่ำครึก ดูแล้วไม่น่าจะได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาแน่นอนคงจะหนีไม่พ้น ท่าเตียนละคะ

เดินเข้าไปก็ต้องตกใจละคะ อาคารไม้ เก่าแต่ยังคงสวยงาม โครงสร้างยังอยู่ได้ ตอนนี้เริ่มมีการดูแล บูรณะแล้วละคะ แต่กำลังสงสัยว่าน้ำต้องท่วมบ้างแน่เลย ไม่งั้นคงไม่เอาไม้กระดานมาวางพาดเป็นทางเดิน ^ ^ 

"ของขายเต็มเลยคะ"

"หน้าต่างนี้อายุกี่ปีแล้วน้า"

"ขอข้ามเรือไปทางวัดอรุณราชวราราม มีพระปรางค์ืัที่โดดเด่น ชาวต่างชาติมากมายเลยละคะ"

"ท่าเตียนสวยๆ"

ที่นี้จัดได้ว่าเป็นท่าน้ำที่ยังดูเก่าแก่ และ ชาวบ้านริมฝั่งท่าเรือทั้ง 2 ข้างทางนั้นยังดำรงอาชีพเหมือนคนรุ่นปู่รุ่นพ่ออยู่ ท่าน้ำนี้ จึงเป็นท่าน้ำยอดนิยมที่บรรดานักสร้างภาพยนตร์ย้อนยุค มักจะมาใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง คู่กรรมนั้นจะขาดฉากท่าเตียนเสียมิได้เลย ตำนานของท่าน้ำนี้ ใช่แต่ว่าจะมีตำนานที่เล่าขานกันเฉพาะหนังย้อนยุคช่วงสงครามโลก เท่านั้น ตำนานที่เก่าแก่กว่าอย่างเรื่อง ยักษ์ วัดโพธิ์ รบกับ ยักษ์ วัดแจ้ง นั้นก็รบกันที่ท่าเตียนนี้ เช่นเดียวกัน โดยที่ ตำนานกล่าวไว้ว่า

บริเวณท่าเตียนอันเป็นพื้นที่โล่งเตียนนั้นเป็นผลจากการต่อสู้ของ “ยักษ์วัดแจ้ง” กับ “ยักษ์วัดโพธิ์”โดยมี “ยักษ์วัดพระแก้ว” เป็นผู้ห้ามทัพ ตำนานกำเนิดท่าเตียน มีว่า ยักษ์วัดโพธิ์ซึ่งทำหน้าที่ดูแลวัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทำหน้าที่ดูแลวัดแจ้งหรือวัดอรุณฯ ฝั่งตรงข้ามนั้น ทั้ง ๒ ตนเป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งทางฝ่ายยักษ์วัดโพธิ์ไม่มีเงิน จึงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปขอยืมเงินจากยักษ์วัดแจ้ง พร้อมทั้งนัดวันที่จะนำเงินไปส่งคืน เมื่อถึงกำหนดส่งเงินคืน ยักษ์วัดโพธิ์กลับไม่ยอมจ่าย เบี้ยวเอาเสียดื้อๆ ยักษ์วัดแจ้งเมื่อรอแล้วรอเล่าจนทนไม่ไหว จึงตัดสินใจข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาทวงเงินคืนแต่ยักษ์วัดโพธิ์ไม่ยอมให้ 

ดังนั้น ในที่สุดยักษ์ทั้ง ๒ ตนจึงเกิดการทะเลาะถึงขั้นต่อสู้กันแต่เพราะรูปร่างที่ใหญ่โตมหึมาและมีกำลังมหาศาลของยักษ์ทั้ง ๒ ตน เมื่อต่อสู้กันจึงทำให้ต้นไม้ในบริเวณนั้นถูกยักษ์ทั้งสองเหยียบย่ำจนล้มตายลงหมด หลังจากที่เลิกต่อสู้กันแล้วบริเวณที่ทั้งสองประลองกำลังกันนั้นจึงราบเรียบกลายเป็นสถานที่ที่โล่งเตียนไปไม่มีอะไรเหลือเลย


ครั้นเมื่อพระอิศวรได้ทราบเรื่องราวการต่อสู้กันทำให้บรรดามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายในบริเวณนั้นเดือดร้อน จึงได้ลงโทษโดยการสาปให้ยักษ์ทั้ง ๒ กลายเป็นหิน แล้วให้ยักษ์วัดโพธิ์ทำหน้าที่ยืนเฝ้าหน้าพระอุโบสถ และให้ยักษ์วัดแจ้งทำหน้าที่ยืนเฝ้าพระวิหารวัดแจ้งเรื่อยมา  ส่วนฤทธิ์จากการสู้รบของยักษ์ทั้งคู่ที่ทำชุมชนละแวกนี้ราบเรียบเป็นหน้ากลอง ทำให้ชาวบ้านพากันเรียกว่า “ท่าเตียน” เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ดังนั้นเราเลยขอไปแวะมองหน้ายักษ์วัดแจ้งกันก่อนละคะ


"ต้องนั่งดีๆ เด๋วตกเรือนะจ๊ะ"

"ฟ้ามืดไปหน่อย"

"ถึงแล้วๆ"

"เจอแล้ว!! สวัสดีคะคุณยักษ์วัดแจ้ง"

"เห็นยังงี้ทางขึ้นพระปรางค์ชันมากๆเลยละคะ"

"ปรับแสงสว่างไปหน่อยแหะ ไม่หน่อยแล้วละ"

"เย้ มาถึงแล้ว(กล้องเพื่อนนะคะ)"

"คุณลุงคนเฝ้า นั่งสะสบายเลย"

"ปีนไปถ่ายรูปไป 555 (กล้องเพื่อน)"

"คนต่างชาติเยอะแยะมากมายพาลูกมาเที่ยวด้วย จริงไหมจ๊ะ น้องปาวา"

"ขอพี่เล่นด้วยสิจ๊ะ อิอิ (น้องคิดในใจ อย่ามายุ่งกับหนูนะ กิ๊วๆ)"

"ยิ้มเร็วหนู น้องบอกเบาๆคะพี่ จุจุ เสียงดัง (กล้องเพื่อน)"

 

"มองไปทางฝั่งท่าเตียน อู๊ววว"

ในสมัยรัตนโกสินทร์บริเวณท่าเตียนแห่งนี้เคยเป็นตลาดท้ายสนมหรือตลาดท้ายวังมาก่อน และเป็นตลาดที่มีความคึกคัก มีเรือมาจอดเทียบท่าส่งของและค้าขายกันเต็มท่า ซึ่งนอกจากจะเป็นศูนย์กลางตลาดขนส่งสินค้าทางการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯแล้ว ยังถือได้ว่าเป็นเมืองท่าที่สำคัญในการคมนาคมทางน้ำอีกด้วย ไม่ว่าใครจะเดินทางไปไหนมาไหน หรือจะไปต่างประเทศก็ตามก็ต้องมาขึ้นลงเรือที่ท่านี้ทั้งสิ้น

   ต่อมาเกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่ที่กวาดเอาสิ่งปลูกสร้างในแถบนั้น เสียเลี่ยนเตียนโล่ง ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากนับแต่นั้นมาว่า “ท่าเตียน” มาในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงมี พระราชดำริให้จัดสร้างที่พักแก่ชาวต่างประเทศ อีก ทั้งท่าน้ำนี้ก็อยู่ใกล้กับโรงโม่ด้วย ท่าเตียนนี้จึงกลายเป็นท่าเรือขนส่งที่เป็นทั้งที่รับส่งผู้โดยสารเรือและ สินค้าไปพร้อมๆ กันโดยปริยาย 

ท่าเตียนนี้ ในปัจจุบันเลยยังเป็นท่าน้ำที่เป็นจุดรับส่งเรือข้ามฟากไปยัง วัด อรุณราชวราราม และ เรือด่วนบางสาย ยังคงเป็นท่าน้ำที่พื้นยังเป็นไม้กระดาน ทั้งอาคารท่าเป็นไม้กระดานเหมือนเดิม 

"เดินกลับไปยังฝั่งท่าเตียนต่อได้แล้วละ"

"ขอลากลับไปยังฝั่งท่าเตียนก่อนนะคะ"

"จากกล้องเพื่อน น้องหมาหน้ายิ้มใจดี ชอบนอนบนน้ำ สบายจังนะเธอ"

"ปลาเต็มเลย กับอาหารหลากสี"

"ปลารุมกินกันน่ากลัวมากๆ (กล้องเพื่อน)"

"ขณะที่มองหาเรือนั่งกลับไป"

"โทรมต้องลุย 555 (กล้องเพื่อน)"

"เย้ๆ เรือมาแล้ว"

"ตลาดสดผักผลไม้ อืมมมม"

"กลับเข้าฝั่งท่าเตียนละคะ"

"ขึ้นฝั่งท่าเตียน"


โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้สร้างตึกแบบยุโรปขึ้นตรงท่าโรงโม่หรือซอยทางเข้าท่าเรือข้ามฟากท่าเตียน ซึ่งจะสร้างเป็นตัวยูไปทางซอยท่าเรือแดง ส่วนตรงกลางตึกรูปตัวยูคือตลาดท่าเตียน ส่วนตึกที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 จะอยู่แถวซอยประตูนกยูง แต่ยังมีตึกที่เก่ากว่านั้นตรงใกล้ๆซอยประตูนกยูง ที่เคยเป็นอู่จอดเรือของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส แถวนั้นจึงมีห้องพักของพวกฝีพาย เป็นอาคารชั้นเดียว 11 ห้อง ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งสถาปัตยกรรมเก่าแก่เหล่านี้ทางชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันอนุรักษ์รักษาไว้

"ตึกเก่าแก่ทรงยุโรป สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5ละคะ"

"ทางเข้าตลาดท่าเตียน ด้านข้างท่าเรือละคะ ตามมาเลยคะ >o

การเข้าไปสู่ชุมชนตรงตลาดท่าเตียน ตอนแรกก็สะดุดกึก โอ้ว กลิ่นปลาตากแห้ง  . . . ไม่เป้นไร ขอเข้าไปดูหน่อยละคะ เดินเข้าไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปไปสักพักจะโดนชาวบ้านถามว่าเป้นใครมาจากไหน แหะๆ หนูก็ต้องตอบไปว่ามาทำงานจากคณะสถาปัตย์ ลาดกระบังคะ ขอถ่ายรูปหน่อยนะคะ >o

"ด้านข้างติดริมน้ำของตลาดคะ (กล้องเพื่อน)"

"ได้เวลาเข้าตรอกเข้าซอยแล้ว"

"เข้ามาก็เจอครัวเลยคะ อิอิ ทางหน้าบ้าน แต่คาดว่าน่าจะเป้นของร้านอาหาร"

"ทุกอย่างเสร็จสรรพอยู่ตำแหน่งเดียวจริงๆ"

"ทำอยู่ตรงนี้ละจ๊ะ"

"ศาลเจ้าด้านใน แน่นอนว่าจีนชัวร์!!"

"คุณลุงนั่งชิว"

"ประตูไม้เก่า ตั้งแต่สมัยไหนแล้วน้อ มีคนผ่านเข้า-ออกตรงนี้กี่คน กี่รุ่น"

"ทางเดินมีหลังคาคลุมให้แต่ก็ยังโปร่งแสง"

"ชาวบ้านก็วางของไว้ตามริมทางเดินเต็มเลย"

" คนมันน้อย คนพูดของคุณป้าที่อยู่ที่นี้ เห็นแล้วก็ชวนเศร้าอย่างบอกไม่ถูก"

"กระเพราะปลาเต็มเลย!!"

"โครงสร้างหลังคายังเป็นไม้ ให้ลมระบายได้ดี"

"เนื่องจากไปวันเสาร์เย็นๆ คนน้อยมากๆๆๆๆๆๆเลยคะ"

"คนกันเองละจ๊ะ วางไว้ไม่มีหายหรอก"

"พื้นที่บางส่วนในตลาดยังเป็นโกดังเก็บสินค้า"

"ร้านค้าที่ทยอยปิดแล้วละคะ"

"ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา"

"ที่เห็นเนี้ย 5 ชั้นนะคะ ขอบอก"

"โครกๆๆๆ ฮัดเช่ย!! ฝุ่นจับเต็มเลย"

"ฝั่งนี้กี่ชั้นละเนี้ย"

"แม้จะเล็ก แต่ทุกคนก็อยู่ได้"

"เดินวนตลาดไปอีกทาง (กล้องเพื่อน)"

"มาช้าเค้าปิดกันหมดแล้ว T^T"

"อดเยย"

"บ้านหลังนี้บันไดสนุกมาก วน 3 รอบบ้านแปลนเป็นรูป 5 เหลี่ยม มันส์จริงๆคะ"

"โอะ คุณลุงยังไม่ปิดร้านละ รูปเต็มเลย สมแล้วกับรูปที่มีทุกบ้าน"

"ที่มาของกลิ่นปลาตากแห้งแสนอร่อยที่อาจารย์ตี๋แนะนำ"

"แปลนมันส์อีกหลัง รูป 3เหลี่ยมคางหมูแบบผิดตีปสุดๆ อิอิ"

"ข้ามฝั่งละคะ"

"ทางเข้าชัดเจนเลยคะ"

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราแวะไปดูยักษ์วัดแจ้งมาแล้ว ต้องตามไปดูยักษ์วัดโพธิ์ต่อละคะ โย่วๆ

"นั้นไงๆ คุณยักษ์วัดโพธิ์ สวสัดีคะ"

"หน้าตาใจดีจัง"

"คนไทยเข้าฟรี โฮะๆๆๆ"

"ง่ะ แสงจะหมดแล้วว"

"พื้นนี้อายุกี่ปีแล้วน้า"

"เวลามีน้อย ต้องรีบกลับเด๋วที่บ้านจะเป็นห่วง"

"หารถไม่ได้ งั้นขอเดินต่อไปยังสวนท่าเตียนหน่อยนะจ๊ะ"

"ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ชุมชน มีผู้คนมากมายแวะมานั่งเล่น พาลูกหลานมาเดิน สงบร่มรื่น วิวก็สวยคะ"

"บัวกลางคืน สวยไหมคะ"

"แสงน้อยๆ"

"วันนี้คนน้อยจังเลย"

"ดึกขนาดนี้ยังนั่งวา่ดรูปอยู่เลยคะเนี้ย"

"เต็มโป๊ะเรือเลย"

"หมดแรงแล้ว ลาละคะ"

 

มาเดินคร่าวนี้ทำให้มองอะไรได้หลายๆอย่าง ผู้คนมีความสุขแม้ที่ๆพวกเข้าอยู่จะสกปรกบ้าง คับแคบบ้างแต่ก็มีความสุขดี ไม่ต้องการอะไรมากมาย แม้จะเก่าแต่ก็อยู่ได้ วันนั้นเดินจนหมดแรงกาย แต่แรงใจไม่หมดง่ายๆ ต้องกลับมาทำงานต่อ คนที่นี้ลำบากมากมายเค้ายังอยุ๋ได้ ทำไมเราจะอยู่บ้างไม่ได้ละคะ ^ ^

แหล่งข้อมูลอ้างอิง 

ชื่อนี้มีที่มา เล่ม ๓ : กรุงเทพมหานคร, สำนักพิมพ์ เพื่อนเรียน.

http://203.155.220.217/pranakorn/community_tatian_3.html

http://www.oursiam.in.th/content

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=23364

http://www.klongdigital.com/webboard3/48477.html

 

เจอกันคร่าวหน้านะคะ >w



Recommend

    Favourites